ถึงแม้ CSV จะมีแนวคิดที่มีรากฐานมาจากเรื่อง CSR แต่จุดแตกต่างระหว่าง CSR กับ CSV คือ คุณค่าที่องค์กรได้รับ โดยในบริบทของ CSR เป็นเรื่องของการยอมรับภาพลักษณ์ ชื่อเสียง หรือปัจจัยที่นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ส่วนคุณค่าที่องค์กรได้รับในบริบทของ CSV จะเป็นเรื่องของการได้มาซึ่งความสามารถในการสร้างผลกำไรระยะยาว

นอกจากนี้ เอกลักษณ์ของ CSV ยังมุ่งเน้นเรื่องหรือประเด็นทางสังคมที่เปิดโอกาสให้เกิดการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์และความเชี่ยวชาญขององค์กรเป็นสำคัญ

“วีรญา” กล่าวว่า การพิจารณาว่าสิ่งที่ทำเป็น CSV หรือไม่ มองได้จาก 3 ปัจจัยประกอบกัน คือ สร้างให้เกิดโอกาสหรือผลตอบแทนทางธุรกิจ, ตอบสนองต่อประเด็นปัญหา หรือความจำเป็นทางสังคมที่จำเพาะเจาะจง และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและความเชี่ยวชาญหลักขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดประสิทธิผล

สำหรับองค์ประกอบที่ช่วยในการออกแบบแผนงานการสร้างคุณค่าร่วม ได้แก่

  1. การพัฒนากรณีทางธุรกิจ หรือ Business Model เพื่อจะได้เห็นว่าเมื่อลงทุนแล้วจะมีการเพิ่มคุณค่าให้กับธุรกิจและสังคม
  2. การเข้าไปมีส่วนร่วมกับหุ้นส่วนดำเนินการภายนอก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสามารถขยายพื้นที่ดำเนินการได้
  3. กำหนดกิจกรรมและเม็ดเงินลงทุนสำหรับการขับเคลื่อน
  4. จัดโครงสร้างทรัพยากรและการจัดการภายในองค์กรเพื่อรองรับการดำเนินงาน
  5. กำหนดและติดตามวัดผลลัพธ์ทางธุรกิจ และผลลัพธ์ทางสังคม

ส่วนวิธีการสร้างคุณค่าร่วมแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ

  1. ระดับของการคิดค้นผลิตภัณฑ์ขึ้นใหม่ที่เป็นความต้องการของสังคม โดยเฉพาะกับตลาดหรือกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง เป็นการส่งมอบคุณค่าให้สังคมโดยตรงผ่านตัวสินค้าและบริการ ขณะที่ธุรกิจได้รับคุณค่าในรูปของส่วนแบ่งการตลาด, การเติบโต
  2. ระดับของการกำหนดบรรทัดฐานใหม่ในเรื่องผลิตภาพ โดยให้ความสำคัญกับประเด็นทางสังคมตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) โดยใช้ประเด็นทางสังคมมาเป็นโจทย์ในการพัฒนาผลิตภาพร่วมกับคู่ค้าและหุ้นส่วนทางธุรกิจในห่วงโซ่คุณค่า เป็นการส่งมอบคุณค่าให้สังคมจากการจัดการทรัพยากร, วัตถุดิบ, แรงงาน, ค่าตอบแทน ส่วนธุรกิจได้รับคุณค่าในรูปของประสิทธิภาพ, การบริหารต้นทุน, ความมั่นคงทางวัตถุดิบ, คุณภาพ
  3. ระดับของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่นที่เอื้อต่อธุรกิจ ซึ่งส่งมอบคุณค่าให้สังคมด้วยการสร้างงาน, การสาธารณสุข, การศึกษา, เศรษฐกิจชุมชน, สวัสดิการสังคม ขณะที่ธุรกิจได้รับคุณค่าในแง่ของการบริหารต้นทุน, การเข้าถึงปัจจัยการผลิต, การกระจายสินค้าและบริการ

ทั้งนี้ การสร้างคุณค่าร่วมของทุกระดับ ย่อมก่อให้ธุรกิจรับคุณค่าด้านรายได้ และมีความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มขึ้น

“สุธิชา” ยกตัวอย่าง Novo Nordisk บริษัทชั้นนำที่ผลิตอินซูลิน ซึ่งมีการสร้างคุณค่าร่วมทั้ง 3 ระดับ โดยเริ่มจากการผลิตอินซูลินให้กับผู้ป่วยโรคเบาหวานในประเทศจีน หลังจากนั้นได้สร้างโรงงานผลิตอินซูลินที่เทียนจินเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตอินซูลิน และได้ไปร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข และมูลนิธิโรคเบาหวานของประเทศจีนในที่สุด

ในประเทศไทย บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) มีการรับซื้อน้ำมันพืชใช้แล้วมาผลิตเป็นไบโอดีเซล เป็นการรณรงค์ไม่ให้ประชาชนนำนํ้ามันพืชใช้แล้วไปทิ้งในที่สาธารณะ หรือไม่นำไปทอดซํ้า โดยรับซื้อตามตลาดต่าง ๆ หน่วยงานราชการ รวมถึงภาคเอกชน ซึ่งบางจากจะนำนํ้ามันพืชดังกล่าวมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตเป็นนํ้ามันไบโอดีเซล และจำหน่ายผ่านสถานีบริการนํ้ามันบางจาก

จากการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2551-2556 ปรากฏว่าบางจากรับซื้อน้ำมันพืชใช้แล้ว 9.43 แสน กก. สามารถนำไปผลิตเป็นไบโอดีเซลได้ 8.06 แสนลิตร ช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 634 ตัน รวมถึงยังช่วยประหยัด การนำเข้านํ้ามันจากต่างประเทศได้ถึง 22.6 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี การขับเคลื่อนเรื่อง CSV ควรสร้างองค์กรให้เกิดความพร้อมก่อนลงมือปฏิบัติ โดยผู้บริหารต้องให้ข้อยึดมั่น หรือสร้างให้เกิดข้อผูกมัดในระดับองค์กร แล้วจัดวางโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการทำ CSV หลังจากนั้นจึงเฟ้นหาหรือบ่มเพาะบุคลากรให้มีพลังเพื่อนำการขับเคลื่อน

เมื่อสร้างบรรยากาศขององค์กรให้เป็นไปตามเงื่อนไขแล้ว จึงมาดูว่าทรัพยากรที่องค์กรมีอยู่สามารถสร้างคุณค่าได้ในระดับใด พร้อมกันนี้ควรคำนึงถึงการระบุตัวชี้วัดที่เป็นผลลัพธ์ทั้งในเชิงธุรกิจและสังคม ของแผนงานที่สอดคล้องกับระดับการสร้างคุณค่าร่วมที่เลือกดำเนินการด้วย

บทความจาก: www.thaicsr.com