เห็นได้ชัดว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คำว่า “เกษตรอัจฉริยะ”หรือ “Digital Farm”เป็นที่คุ้นหูมากขึ้น ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ประเทศไทยนำสิ่งเหล่านี้มาพัฒนาการทำการเกษตรให้มีประสิทธิภาพด้านผลผลิตมากขึ้นด้วยการรับรู้ข้อมูลภูมิอากาศมาใช้ในการบริหารจัดการ

โดยเมื่อเกษตรกรได้ทราบถึงสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวันในพื้นที่ของตนเองอย่างละเอียด ก็จะสามารถวิเคราะห์สภาพการณ์ที่เพาะปลูกอยู่ได้อย่างทันท่วงที กระชับเวลาในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น อีกทั้งยังเป็นการประหยัดต้นทุนในการทำการเกษตรอีกด้วย 

และ “Digital Farm”ไม่เพียงแต่จะให้ข้อมูลที่แม่นยำแล้ว แต่ยังเป็นเสมือนผู้ช่วยให้ชีวิตประจำวันของเกษตรกรมีความสะดวกสบาย สามารถบริหารจัดการสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การลดน้ำหรือใส่ปุ๋ย ก็สามารถสั่งการในเรื่องของเวลาและปริมาณที่ใช้สำหรับผลผลิตได้ผ่านทางสมาร์ตโฟน จากเดิมที่เกษตรกรสูญเสียค่าใช้จ่ายสำหรับปุ๋ยและฮอร์โมนเพื่อให้ผลผลิตออกมาได้ตามคาดหมาย เทคโนโลยีเหล่านี้ก็ช่วยให้พวกเขาควบคุมต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดีและเพิ่มคุณภาพของผลิตผล อีกทั้งยังลดความเสียหายของผลิตผลอีกด้วย

 

เมื่อเทคโนโลยีดังกล่าวผนวกเข้ากับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต จึงทำให้เกษตรกรทุกคนสามารถเริ่มต้นทำ Digital Farm กันได้ไม่ยากเกินไป อาจกล่าวได้ว่าการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลจนถึงการก่อให้เกิดDigital Farm เป็นการเสริมศักยภาพและความเข้มแข็งของเกษตรกรไทย ให้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนที่แท้จริง