เริ่มต้น ระบบ Smart Farm

การที่เราจะเริ่มต้นระบบเกษตรอัจฉริยะได้นั้น เราจะต้องมีเทคโนโลยี ที่จำเป็นต้องพัฒนาก่อน ถึงจะเกิดเป็นระบบ IoT ยกตัวอย่าง เช่น ระบบตรวจจับต่างๆ (Sensor) รูปแบบการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ และระบบที่ฝังตัวอยู่ในคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ซึ่งสำหรับเกษตรกรแล้ว มีคำแนะนำสำหรับการเริ่มต้นเดินบนเส้นทางของ Smart Farmer ด้วยการประยุกต์ใช้แนวทาง IoT ว่า ควรเริ่มที่

  1. ควบคุมการรดน้ำ โดยการคำนวณปริมาณน้ำและเวลาในการรดน้ำที่เหมาะสม
  2. ควบคุมโรคและศัตรูพืช โดยเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการ ฉีดยาฆ่าแมลง และกำจัดศัตรูพืช เมื่อจำเป็นเท่านั้น
  3. ติดตามสภาพดิน ตรวจสอบคุณภาพดิน ความชื้น แร่ธาตุ ทำให้เกษตรกรทราบว่าควรปลูกพืชชนิดใด และปรับปรุงดินอย่างไรให้เหมาะสมกับการปลูกพืชนั้น

ระบบ IoT กับการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์

การปลูกผักต้องมีการควบคุมสิ่งที่ผักต้องการให้อยู่ในสภาพที่คงที่ตลอดเวลา ซึ่งอุปกรณ์ IoT เหล่านี้จะมีประโยชน์อย่างมากต่อการควบคุม โดยเฉพาะการปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ ที่อำนวยต่อการนำอุปกรณ์ IoT เหล่านี้มาควบคุมอย่างมาก โดยปกติจะต้องทำการควบคุมความเข้มข้นของปุ๋ยให้อยู่ในค่าที่เหมาะสมตลอดเวลา และรวมไปถึงค่า pH ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของผักเป็นอย่างมาก เนื่องจากเมื่อผักมีอายุมากขึ้นโดยเฉพาะสัปดาห์ที่ 4-6 (นับจากวันเพาะเมล็ด) ผักจะโตมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผักจะปล่อยด่างออกมามาก สารละลายก็จะมีค่า pH ที่สูงขึ้น ทำให้ปุ๋ยเกิดการตกตะกอน และไม่สามารถให้ประโยชน์แก่ผักที่อยู่ในแปลง อีกส่วนที่สำคัญคืออุณหภูมิ เมื่ออุณหภูมิสูง หรืออากาศร้อนก็จะมีผลกระทบโดยตรงกับรสชาติของผักที่เราปลูก เพราะอากาศร้อน จะส่งผลให้ผักเหี่ยวและรสชาติที่ได้ออกมาจะมีรสขม ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องมีการควบคุม

ข้อดี

  1. ลดการใช้น้ำ ลดน้ำเสีย ของการเลี้ยงปลา และปลูกผัก
  2. ใช้เนื้อที่น้อย ให้อัตราผลผลิตต่อพื้นที่ดีกว่า เพราะพืชได้น้ำและสารอาหารตลอดเวลา เลี้ยงปลาได้มากขึ้นเพราะมีการบำบัดน้ำตลอดเวลา
  3. สามารถปลูกใกล้แหล่งบริโภคได้ เช่น ถ้าทำระบบในครัวเรือน ทำให้ไม่ต้องซื้อวัตถุดิบ ไม่ต้องทานอาหารแช่เย็น และได้ทานอาหารสดขึ้น
  4. ลดการใช้สารเคมี เนื่องจากพื้นที่น้อยการลงทำโรงเรือนเพื่อป้องกันโรคแมลงทำได้ง่ายกว่า

การทำฟาร์มอัจฉริยะเป็นเรื่องของความแม่นยำ เพื่อนำไปสู่การเพาะปลูกพืชที่เข้ากับพื้นที่บริเวณนั้น ผ่านการตัดสินใจบนข้อมูลที่ถูกต้อง โดยช่วยลดต้นทุนกระบวนการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ สร้างมาตรฐานการผลิต ควบคุมคุณภาพผลผลิตได้ตามที่ลูกค้าต้องการ ผลผลิตจึงได้ราคาสูงกว่าฟาร์มทั่วไป

ปัจจุบันความรู้ทางด้านการเกษตรอัจฉริยะมีมากขึ้นในอินเทอร์เน็ต เพราะเป็นแนวโน้มที่สำคัญของการทำการเกษตรในศตวรรษที่ 21 หลายฟาร์มเริ่มมีการนำเอาเทคโนโลยี Precision Farming เพื่อควบคุมความแม่นยำทั้งการให้น้ำที่ถูกต้องทั้งปริมาณ ระยะเวลา ผ่านสมาร์ตโฟนและคอมพิวเตอร์ของฟาร์มเอง มีการนำเอาเซ็นเซอร์มาควบคุมเพื่อวัดอุณหภูมิร่วมกับการปล่อยน้ำ เพื่อรักษาอุณหภูมิ รวมไปถึงการให้ปุ๋ยผ่านการให้น้ำ

ทุกวันนี้อุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ เริ่มหาซื้อได้ง่ายขึ้น แม้ว่านวัตกรรมที่เกี่ยวกับการเกษตรจะหายากและราคาค่อนข้างแพง แต่หากมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างครอบคลุม เชื่อได้เลยว่า การพัฒนาเกษตรไทยจะไม่น้อยหน้าชาติใดแน่นอน

คอยติดตามชม "เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ" จาก CAT ที่จะนำไปติดตั้งให้กับโรงเรียนในจังหวัดต่างๆ ได้เร็วๆ นี้ค่ะ