เพราะเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) เป็นระบบโครงข่ายที่จะเชื่อมต่อข้อมูลการทำงานผ่านสมาร์ทโฟนโดยใช้อินเตอร์เน็ตเป็นตัวกลาง ดังนั้นเรามาดูกันว่า เทคโนโลยีที่เรียกว่า Internet of Things ด้านไหนบ้างที่จะทำให้การทำเกษตรของเกษตรกรง่ายขึ้นเหมือนพลิกฝ่ามือ

1.การตรวจสอบสภาวะอากาศ (Monitoring of climate conditions)

หากเราจะปลูกพืชอะไรซักอย่าง แต่ขาดข้อมูล อาจจะเกิดความเสี่ยงอย่างมาก ดังนั้นเทคโนโลยีการตรวจสอบสภาวะอากาศที่เหมาะต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิต หรือช่วยในการตัดสินใจเพาะปลูก จึงมีความจำเป็น เพราะเมื่อก่อนเกษตรกรไม่มีทางรู้ได้เลยว่า วันไหนฝนจะตก แดดจะออก หรือสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร โดยการทำงานของเทคโนโลยีตัวนี้จะเป็นระบบเซ็นเซอร์ที่จะประเมินสภาพสิ่งแวดล้อม สภาพอากาศของพื้นที่นั้นแล้วส่งข้อมูลกลับไปยังสมาร์ทโฟนของเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.ระบบสั่งการอัจฉริยะ (Greenhouse automation)

นอกจากเทคโนโลยี Internet of Things(IoT) จะทำการวิเคราะห์เรื่องสภาพดินฟ้าอากาศแล้ว เทคโนโลยี IoT ยังพัฒนาระบบสั่งการอัจฉริยะในการควบคุมระบบการจ่ายน้ำในพื้นที่เพาะปลูก และสามารถสั่งการเปิด/ปิดไฟได้ในเวลาเดียวกัน โดยเกษตรกรสามารถสั่งการได้จากระยะไกลเพียงแค่ปลายนิ้ว เพราะฉะนั้นเกษตรกรจึงไม่ต้องห่วงเวลาเดินทางไปเยี่ยมลูกเยี่ยมหลาน และสามารถนำเวลาว่างจากตรงนี้ไปต่อยอดสู่การหารายได้อื่น ๆ ได้อีกด้วย

3.เครื่องมือตรวจสุขภาพ (Crop management)

“ในเมื่อคนเจ็บป่วยได้ ทำไมพืชผลจะเจ็บป่วยไม่ได้” นี่คือความจริงที่คงไม่มีใครกล้าปฎิเสธ
หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผลผลิตของเกษตรกรลดลงคือ พืชผลเน่าเสีย ซึ่งอาจจะเกิดจากการติดโรค หรือการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ และความชื้น จากปัญหาดังกล่าวส่งผลให้เกิดการพัฒนาเครื่องมือการตรวจสุขภาพของพืชผลขึ้น โดยเกษตรกรสามารถตรวจสอบการเจริญเติบโตของพืชและความผิดปกติ เพื่อป้องกันการเกิดโรค หรือการแพร่กระจายที่อาจเป็นอันตรายต่อผลผลิตได้

และนี่ก็คือ 3 ตัวช่วยที่จะทำให้ชีวิตของเกษตรกรง่ายขึ้นด้วยเทคโนโลยี Internet of Things (IoT)

ขอบคุณข้อมูล https://easternpeak.com/blog/iot-in-agriculture-5-technology-use-cases-for-smart-farming-and-4-challenges-to-consider/